J Young Glow Map สกินบูสเตอร์ที่เริ่มจากการดูผิวของคุณก่อน ไม่ใช่จากขนาดไซริงค์

ผิวดูสดใสจากชั้นผิวด้านใน โดยไม่เปลี่ยนรูปหน้า เริ่มจากการหาต้นตอ ไม่ใช่การเลือกขนาดไซริงค์ นวัตกรรมการฟื้นฟูโครงสร้างผิวและเกราะป้องกันผิวเพื่อคืนความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนฉ่ำวาว

ตรวจประเมินและดูแลโดย ทีมแพทย์ผิวพรรณและความงาม เจยัง คลินิก (J Young Medical Advisory Team)

1. หาสาเหตุ

หาสาเหตุก่อนว่าผิวดูเหนื่อยเพราะอะไร เพื่อให้แน่ใจว่าสภาพผิวของคุณเหมาะกับสกินบูสเตอร์จริง

2. ดูผิวตึงหย่อน

ดูว่าผิวตรงไหนตึง ตรงไหนหย่อน เพื่อเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมกับรูปหน้าของคุณ

3. เลือกจุดฉีด

เลือกจุดฉีดให้เหมาะกับหน้าคุณ ด้วยเทคนิค Elevé Glow + Six-Point กระจายตัวยาอย่างสม่ำเสมอด้วยเข็ม 30G

4. นัดกลับมาดูผล

นัดกลับมาดูผล เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงจริงและดูแลผิวคุณอย่างต่อเนื่อง

ปรึกษาและส่งภาพประเมินโครงสร้างผิวกับทีมแพทย์

หากคุณรู้สึกว่าผิวเริ่มแห้งกร้าน ดูเหนื่อยล้า หรือแต่งหน้าไม่ติด สามารถส่งภาพถ่ายเพื่อรับการประเมินเบื้องต้นได้โดยตรง

ปรึกษาทีมแพทย์ทาง LINE
  • ถ่ายภาพผิวหน้าในแสงธรรมชาติ ส่งให้ทีมแพทย์ประเมินเบื้องต้น
  • ข้อมูลและภาพถ่ายได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานความลับทางการแพทย์
  • ทุกการปรึกษาไม่มีการโทรติดตามเพื่อเสนอขายคอร์ส

4 ขั้นตอนของ Glow Map

โปรแกรม J Young Glow Map ออกแบบขึ้นเพื่อให้การดูแลผิวตรงกับปัญหาจริงของแต่ละคน โดยผสานการดูแลระหว่าง ชั้นผิว 3 ชั้น กับ ตำแหน่งบนใบหน้าที่แพทย์เลือกเฉพาะบุคคล เพราะผิวของแต่ละคนมีความตึงหย่อนไม่เหมือนกัน การดูแลจึงเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจธรรมชาติของผิวคุณอย่างแท้จริง

ภาพประกอบแพทย์ประเมินใบหน้าโดยมีเส้นแบ่งสัดส่วนบนผิว
ก่อนฉีด แพทย์ดูสาเหตุและดูว่าผิวตรงไหนตึง ตรงไหนหย่อน

4 ขั้นตอนของ Glow Map ที่แพทย์ดูแลอย่างละเอียด มีดังนี้

4 ขั้นตอนของ Glow Map ที่แพทย์ดูแลเฉพาะบุคคล
ขั้นตอน ชื่อขั้นตอน สิ่งที่แพทย์ทำ สิ่งที่คุณได้รับ
ขั้นตอนที่ 1 1 หาสาเหตุ (ดูว่าผิวดูเหนื่อยเพราะอะไร) ตรวจแยกว่าอาการหน้าดูเหนื่อย หมอง หรือแต่งหน้าไม่ติด มาจากกลุ่มไหนใน 4 กลุ่มสาเหตุ คำตอบว่าสาเหตุของผิวคืออะไร และสกินบูสเตอร์ตอบโจทย์จริงหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2 2 ดูผิวตึงหย่อน (ดูว่าผิวตรงไหนตึง ตรงไหนหย่อน) ดูว่าผิวตรงไหนตึง ตรงไหนหย่อน เพื่อคัดเลือกตำแหน่งหลักบนใบหน้า ตำแหน่งการฉีดที่เลือกให้เหมาะสมเฉพาะสำหรับโครงสร้างใบหน้าของตนเอง
ขั้นตอนที่ 3 3 เลือกจุดฉีด (เลือกจุดฉีดให้เหมาะกับหน้าคุณ ด้วยเทคนิค Elevé Glow + Six-Point) ใช้เทคนิค Elevé Glow และ Six-Point กำหนด 6 ตำแหน่งหลักและการกระจายตัวของเจล แผนการฉีดเฉพาะบุคคลที่ตรงจุด
ขั้นตอนที่ 4 4 นัดกลับมาดูผล นัดหมายติดตามผลเพื่อตรวจดูการตอบสนองของผิวและปรับแผนการดูแลครั้งถัดไป แผนการดูแลต่อเนื่องที่อิงจากผลลัพธ์จริงของผิวตนเอง

ความแตกต่างสำคัญของการดูแลด้วย 4 ขั้นตอนนี้คือ หากผลการตรวจในขั้นตอนที่ 1 พบว่าปัญหาผิวของคุณไม่ได้เกิดจากการขาดน้ำชั้นลึก แต่เกิดจากเกราะผิวชั้นบนหรือปัญหาเม็ดสี แพทย์จะแนะนำทางเลือกอื่นที่ตรงจุดกว่า หรือบอกตรงๆ ว่ายังไม่ต้องฉีด

แผนผัง 3 ชั้นผิวและ 6 จุดฉีด J Young Glow Map J Young Glow Map ชั้นผิว 3 ระดับ x จุดฉีด Six-Point Epidermis (ชั้นนอกสุด) Dermis (ชั้นหนังแท้ - เป้าหมายหลัก) P1 P2 P3 P4 P5 P6 Hypodermis (ชั้นไขมันใต้ผิว)

แผนผังเพื่อการอธิบาย ตำแหน่งจริงแพทย์กำหนดเฉพาะบุคคล

แผนผัง 4 ขั้นตอนของ Glow Map 1 หาสาเหตุ ดูว่าผิวดูเหนื่อยเพราะอะไร (4 แบบ) 2 ดูผิวตึงหย่อน ดูว่าผิวตรงไหนตึง ตรงไหนหย่อน 3 เลือกจุดฉีด Elevé Glow + Six-Point เข็ม 30G 4 นัดดูผล นัดกลับมาดูผล ติดตามผลจริง

ยาเป็นสีในจานสี Glow Map คือภาพที่วาด

การหาสาเหตุ 4 แบบ ค้นหาว่าผิวของคุณต้องการอะไรจริง

หน้าดูหมองหรือดูเหนื่อยอาจมีได้หลายต้นตอ และแต่ละต้นตอต้องแก้คนละวิธี American Academy of Dermatology (AAD) อธิบายว่าผิวแห้งเกิดเมื่อผิวสูญเสียน้ำมากเกินไป และการดูแลหลักคือการเสริมผิวชั้นนอกด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ในการตรวจประเมินของ เจยัง คลินิก แพทย์จะหาสาเหตุก่อนว่าผิวดูเหนื่อยเพราะอะไร (4 แบบ)

ภาพประกอบผิวหน้าที่ดูชุ่มชื้นและสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ
ผิวที่ดูอิ่มน้ำจากชั้นผิวด้านใน โดยรูปหน้ายังเป็นของคุณเหมือนเดิม

กลุ่ม A เกราะผิวอ่อนแอหรือผิวแห้ง (Weakened Barrier / Dry Skin)

ปัญหาอยู่ที่ผิวชั้นนอกสุดสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติหรือเกราะผิวชำรุด ทำให้กักเก็บความชุ่มชื้นไม่อยู่ ผิวลอกเป็นขุย แสบแดงง่าย การดูแลหลักคือการเสริมเกราะผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนที่มีเซราไมด์ (Ceramide) เพื่อลดการสูญเสียน้ำทางผิวหนัง

กลุ่ม B ขาดน้ำชั้นลึก (Deep Dehydration)

ปัญหาอาจเกี่ยวกับความชุ่มชื้นในชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่ลดลง ผิวจึงขาดความยืดหยุ่น ดูแห้งกร้านจากภายใน ผิวดูเหนื่อยล้า และแต่งหน้าไม่ติดแม้ผิวด้านบนจะมัน สกินบูสเตอร์ (Skin Booster) ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม B นี้เท่านั้น เพื่อนำส่งความชุ่มชื้นเข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง

กลุ่ม C หมองจากเม็ดสีหรือเซลล์ผิวเก่าสะสม (Pigmentation / Dullness)

ผิวดูหมองคล้ำ ไม่สดใส ซึ่งอาจมีต้นตอจากการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง เม็ดสีเมลานินสะสม หรือแสงแดดทำร้าย กลุ่มนี้ต้องการการฟื้นฟูด้านการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ทรีตเมนต์ปรับสภาพผิว หรือการปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ใช่การฉีดเติมน้ำ

กลุ่ม D การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตามวัย (Structural Aging)

เกิดจากการที่ปริมาณคอลลาเจนในผิวค่อยๆ ลดลงตามอายุ และผิวที่อายุมากขึ้นสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง (อ้างอิง Shuster 1975, Varani 2006) ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดร่องลึก การดูแลกลุ่มนี้อาจต้องอาศัยการยกกระชับด้วยเครื่องมือแพทย์ หรือการเติมเต็มโครงสร้างด้วยฟิลเลอร์

ที่ เจยัง คลินิก เราสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า สกินบูสเตอร์ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม B (ขาดน้ำชั้นลึก) เท่านั้น หากการประเมินพบว่าปัญหาหลักของคุณอยู่ในกลุ่ม A, C หรือ D แพทย์จะแนะนำแนวทางที่ตรงกับต้นตอโดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น สามารถอ่านรายละเอียดและวิธีทดสอบผิวด้วยตัวเองได้ที่บทความ ผิวไม่ได้แย่ แต่ดูเหนื่อย ทำไมสกินแคร์ดีแค่ไหนก็ช่วยผิวขาดน้ำชั้นลึกได้ไม่สุด

หากคุณมีแนวโน้มเป็นสิวง่ายหรือกำลังดูแลปัญหาสิว สามารถศึกษาลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมได้ที่บทความ ผิวเป็นสิวง่าย ควรเริ่มตรงไหน

แผนผังหาสาเหตุผิว 4 แบบก่อนฉีดสกินบูสเตอร์ 1. เกราะผิวอ่อนแอ ผิวลอก แสบแดงง่าย ทามอยส์เจอไรเซอร์ สกินบูสเตอร์ตอบโจทย์ 2. ขาดน้ำชั้นลึก แห้งกร้าน แต่งหน้าไม่ติด J Young Glow Map 3. หมองจากเม็ดสี เซลล์ผิวเก่าสะสม ผลัดเซลล์ผิว / กันแดด 4. โครงสร้างตามวัย ผิวหย่อนคล้อย มีร่องลึก ยกกระชับ / ฟิลเลอร์

กลไกฟื้นฟูเซลล์ผิว 3 ชั้น และเทคนิคการเลือกจุดฉีด 6 จุด (Six-Point Technique)

โปรแกรม J Young Glow Map มุ่งเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างผิวระดับลึกผ่านกลไกทางชีววิทยาของ Low Cross-Linked Hyaluronic Acid ที่เข้าไปโอบอุ้มโมเลกุลน้ำและสนับสนุนการทำงานของเซลล์สร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ผสานกับเทคนิคการวางตำแหน่ง 6 มิติที่สอดคล้องกับแนวแรงตึงผิวตามธรรมชาติ จึงช่วยฟื้นฟูความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนโดยไม่ทำให้โครงหน้าเปลี่ยนแปลง

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปริมาณคอลลาเจนในผิวค่อยๆ ลดลงตามอายุ และผิวที่อายุมากขึ้นสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง เส้นใยอิลาสตินและไฮยาลูโรนิกตามธรรมชาติในชั้นหนังแท้เกิดการเสื่อมสภาพ ส่งผลให้แรงตึงผิวลดลง ผิวสูญเสียความกระชับ และเกิดภาวะขาดน้ำในระดับลึกที่สกินแคร์ทั่วไปไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างครอบคลุม ผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่มได้รับการออกแบบมาให้ทำงานในชั้นผิวที่แตกต่างกัน (Kleine-Börger 2022) การประเมินชั้นผิวและตำแหน่งจึงเป็นการตัดสินใจทางการแพทย์อย่างแท้จริง

การทำงานผสานกันของโครงสร้างผิวทั้ง 3 ชั้น

โครงสร้างผิวหนังประกอบด้วย 3 ชั้นหลัก ซึ่งแต่ละชั้นมีบทบาทและการตอบสนองต่อการบำรุงที่แตกต่างกัน

1. ผิวชั้นนอก (Epidermis)

ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวภายนอกและควบคุมการกักเก็บความชุ่มชื้น เมื่อชั้นลึกได้รับการเติมเต็มความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ ผิวชั้นกำพร้าจะสามารถผลัดเซลล์ได้อย่างสมดุล คืนความเรียบเนียน ผิวแลดูฉ่ำวาว เปล่งปลั่งสุขภาพดี และช่วยให้ผิวลอกเป็นขุยน้อยลง

2. ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis)

เป็นหัวใจสำคัญสูงสุดของความอ่อนเยาว์ ความแน่นกระชับ และคุณภาพผิวโดยรวม (Skin Quality) ภายในชั้นหนังแท้ประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจน อิลาสติน และสารอุ้มน้ำ ซึ่งมี Hyaluronic Acid เป็นองค์ประกอบหลัก ในชั้นนี้ HA แบบฉีดจะเข้าไปจับกับตัวรับ CD44 บนเซลล์ Fibroblast ช่วยสนับสนุนการเคลื่อนที่และการเพิ่มจำนวนของเซลล์ และมีรายงานการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Rho 2024) ช่วยให้โครงสร้างผิวฟื้นฟูความยืดหยุ่นและแน่นกระชับขึ้น

3. ผิวชั้นไขมันใต้ผิว (Hypodermis)

ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับโครงสร้างและความหนาแน่นของใบหน้า แม้ว่าโปรแกรมสกินบูสเตอร์จะมุ่งเน้นการทำงานในชั้นหนังแท้เป็นหลัก แต่การฟื้นฟูความชุ่มชื้นและคุณภาพของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบข้างยังช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมโดยรวมของโครงสร้างผิวให้อิ่มฟูอย่างเป็นธรรมชาติ

คุณสมบัติ Low Cross-Linked HA และความปลอดภัยของค่า BDDE

สารไฮยาลูโรนิกที่นำมาใช้ในโปรแกรม J Young Glow Map เป็น Low Cross-Linked HA ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการที่ผสานข้อดีของสารสองกลุ่มเข้าด้วยกัน หากเป็น HA แบบดั้งเดิมที่ไม่ผ่านการเชื่อมขวางเลย (Non Cross-Linked HA) ร่างกายจะมีเอนไซม์ Hyaluronidase ตามธรรมชาติคอยย่อยสลาย ทำให้สลายตัวได้เร็ว แต่สำหรับ Low Cross-Linked HA ตัวโมเลกุลจะถูกเชื่อมโยงไว้หลวมๆ จึงสามารถคงอยู่ในเนื้อเยื่อผิวได้ยาวนานกว่า ช่วยลดโอกาสเกิดตุ่มนูนเป็นเม็ด และกระจายตัวโอบอุ้มโมเลกุลน้ำได้อย่างเรียบเนียนสม่ำเสมอ

ในด้านมาตรฐานความปลอดภัย สาร Low Cross-Linked HA ที่นำมาใช้มีข้อมูลจากผู้จัดจำหน่ายระบุค่า BDDE คงเหลือต่ำกว่า 2 ppm เนื้อเจลบางเบา (Soft-even gel) มีคุณสมบัติกระจายตัวสม่ำเสมอ อนุภาคละเอียดลดโอกาสเกาะกลุ่ม และสามารถสลายตัวได้ตามธรรมชาติตามกลไกปกติของร่างกาย

นวัตกรรม Elevé Glow Technique และ Six-Point Technique

ทีมแพทย์ เจยัง คลินิก ใช้เทคนิค Elevé Glow ควบคู่กับ Six-Point Technique โดยแพทย์จะตรวจประเมินแนวแรงตึงผิว (Tension Vectors) เฉพาะบุคคล แล้วเลือกตำแหน่งสำคัญ 6 จุดหลักบนใบหน้าเพื่อกระจายตัวยาอย่างสม่ำเสมอ

แผนผังเทคนิคการฉีด Six-Point Technique โดยทีมแพทย์ เจยัง คลินิก 1 1 2 2 3 3 4 4 5 5 6 6 เทคนิค Elevé Glow และ Six-Point โดยทีมแพทย์ เจยัง คลินิก

แผนผังเพื่อการอธิบาย ตำแหน่งจริงแพทย์กำหนดเฉพาะบุคคลตามการประเมินแรงตึงผิว

การฉีดด้วยเทคนิค Six-Point จะใช้หัวเข็มขนาดเล็กพิเศษ 30G ค่อยๆ ปล่อยเจลในระดับความลึกที่เหมาะสม เพื่อให้เนื้อเจลกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอทั่วใบหน้า ช่วยพยุงความยืดหยุ่นและคืนความชุ่มชื้น ความชำนาญของแพทย์และความเข้าใจกายวิภาคใบหน้ามีผลต่อทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัย ถ้าฉีด HA ตื้นเกินไป อาจเห็นเป็นตุ่มนูนหรือผิวออกสีอมฟ้าได้ (Tyndall effect อ้างอิง PMC11311355) ชั้นและตำแหน่งที่วางจึงเป็นการตัดสินใจทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่ง

มาตรฐานขั้นต่ำเรื่องยา

ตัวยาที่ใช้ในโปรแกรม J Young Glow Map คือ OPÉRA REV Skinbooster Evolution L ผลิตโดย Laboratories (ชื่อบนกล่อง) เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศอิตาลี เป็นสาร Low Cross-Linked HA ความเข้มข้น 20 mg/ml บรรจุ 1 ไซริงค์ 3 ml ใช้เข็มขนาด 30G ข้อมูลจากผู้จัดจำหน่ายระบุค่า BDDE คงเหลือต่ำกว่า 2 ppm และระบุว่าผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-9 เดือน ขึ้นกับสภาพผิว อายุ และการดูแลของแต่ละคน โดยจุดเด่นที่ผู้จัดจำหน่ายระบุคือเนื้อเจลบางเบา (Soft-even gel) กระจายตัวสม่ำเสมอ อนุภาคละเอียดลดโอกาสเกาะกลุ่ม สลายตัวได้ตามธรรมชาติ

คนไข้ทุกคนจะได้รับการตรวจเช็กผลิตภัณฑ์ตามเช็กลิสต์ 4 ขั้นตอน

ทุกคลินิกควรมีมาตรฐานนี้ แต่มาตรฐานนี้ไม่ได้ทำให้ผลต่างกัน

สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์การเลือกอย่างปลอดภัยได้ที่บทความ Skin Booster กับฟิลเลอร์ และ Bio-Remodeling ต่างกันอย่างไร 5 เกณฑ์เลือกให้ผิวดูดีโดยไม่มีใครรู้ว่าทำมา และศึกษาปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันได้ที่บทความ ทำไมยาตัวเดียวกันให้ผลไม่เท่ากัน

ขั้นตอนการตรวจประเมินและการดูแลทางการแพทย์

กระบวนการดูแลในโปรแกรม J Young Glow Map ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัยและความใส่ใจในรายละเอียด โดยเวลาที่ใช้ประเมินและเตรียมผิวรวมกันมากกว่าเวลาที่ฉีด (ประเมิน 15-20 นาที ตรวจยา 5 นาที เตรียมผิว 15-20 นาที รวม 35-45 นาที เทียบกับเวลาฉีด 15-20 นาที) ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก

ภาพประกอบแพทย์สวมถุงมือกำลังฉีดสกินบูสเตอร์บริเวณใบหน้า
การฉีดทำโดยแพทย์ ตามจุดที่เลือกไว้หลังดูผิวของคุณแล้ว
ขั้นตอนการตรวจประเมินและการดูแลทางการแพทย์ 5 ขั้นตอน
ขั้นตอน อยู่ในขั้นตอนไหนของ Glow Map รายละเอียดการปฏิบัติงาน ระยะเวลา เป้าหมายการดูแล
ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 หาสาเหตุ และขั้นตอนที่ 2 ดูผิวตึงหย่อน ตรวจประเมินโครงสร้างผิวและความยืดหยุ่น 15-20 นาที แพทย์ตรวจวิเคราะห์ชั้นผิว ระดับความชุ่มชื้น และดูว่าผิวตรงไหนตึง ตรงไหนหย่อน
ขั้นตอนที่ 2 มาตรฐานขั้นต่ำเรื่องยา ตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเปิดกล่องต่อหน้า 5 นาที ร่วมตรวจสอบกล่องบรรจุภัณฑ์ รหัส Lot วันหมดอายุ ก่อนเปิดกล่องต่อหน้า
ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมผิวก่อนฉีด ทำความสะอาดผิวและเตรียมผิวก่อนทำ 15-20 นาที ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน แพทย์อาจใช้ยาชาชนิดครีมก่อนทำ ตามความเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนที่ 3 เลือกจุดฉีด การฉีดด้วยเทคนิค Elevé Glow 6 จุด 15-20 นาที แพทย์ฉีด Low Cross-Linked HA ตามตำแหน่ง Six-Point ด้วยเข็ม 30G
ขั้นตอนที่ 5 ขั้นตอนที่ 4 นัดกลับมาดูผล แนะนำการดูแลผิวหลังทำและนัดกลับมาดูผล 5 นาที แพทย์ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว นัดกลับมาดูผลตามที่แพทย์กำหนด

ตารางเปรียบเทียบมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ J Young Glow Map กับทางเลือกอื่น

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์ผิวพรรณ ตารางด้านล่างสรุปการเปรียบเทียบระหว่างโปรแกรม J Young Glow Map สกินบูสเตอร์ทั่วไป ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า และครีมบำรุงผิว

ตารางเปรียบเทียบมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ J Young Glow Map กับทางเลือกอื่น
หัวข้อการประเมิน J Young Glow Map สกินบูสเตอร์ Non Cross-Linked ฟิลเลอร์ High Cross-Linked สกินแคร์ทาบำรุง
เริ่มต้นจาก หาสาเหตุ 4 แบบและดูผิวตึงหย่อนเฉพาะบุคคล เลือกจากชนิดการรักษา เลือกจากบริเวณที่ต้องการเติมเต็ม เลือกตามสภาพผิวภายนอก
เป้าหมายหลัก ฟื้นฟูโครงสร้างเซลล์ผิว สนับสนุน Fibroblast และเพิ่มความยืดหยุ่นฉ่ำวาว (Bio-Remodeling) เพิ่มความชุ่มชื้นเฉพาะหน้าในระยะสั้น เติมน้ำให้ผิวชั่วคราว ปรับเพิ่มปริมาตร ปรับรูปทรงกระดูกและโครงหน้า เช่น คาง ขมับ ร่องแก้มลึก เสริมเกราะป้องกันผิวชั้นนอกสุด (Stratum Corneum) ลดการระเหยของน้ำ
คุณสมบัติความหนืดเจล (Rheology) Low Cross-Linked HA นุ่มเบา กระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่เป็นก้อน Non Cross-Linked HA เหลวคล้ายน้ำ กระจายตัวรวดเร็ว High Cross-Linked HA เจลหนืดแน่น ขึ้นรูปและคงรูปทรงได้ดี เนื้อครีมหรือเซรั่มสำหรับทาภายนอก
การเปลี่ยนรูปหน้า ไม่เปลี่ยนรูปหน้า ใบหน้าคงรูปทรงเดิมแต่ผิวแลดูสดใสและแน่นกระชับขึ้น ไม่เปลี่ยนรูปหน้า เปลี่ยนรูปหน้าตามการเติมปริมาตรและปรับมิติของแพทย์ ไม่เปลี่ยนรูปหน้า
ชั้นผิวที่ทำงาน ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) กระตุ้นการทำงานระดับ Extracellular Matrix ผิวชั้นหนังแท้ระดับตื้น ชั้นใต้ผิวหนังลึก ชั้นไขมัน หรือชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูก ผิวชั้นขี้ไคลด้านบนสุด (Stratum Corneum)
ระยะเวลาโดยประมาณ ผู้จัดจำหน่ายระบุว่าผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-9 เดือน ขึ้นกับสภาพผิว อายุ และการดูแลของแต่ละคน สั้นกว่า เพราะร่างกายสลายได้เร็ว นานกว่า ขึ้นกับชนิดผลิตภัณฑ์และตำแหน่งที่ฉีด ต้องทาเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง
จำนวนจุดฉีด เทคนิคเฉพาะ 6 จุดหลักทั่วใบหน้า (Six-Point Technique) มักกระจายหลายจุดทั่วใบหน้า ฉีดเฉพาะจุดที่ต้องการปรับโครงสร้างหรือเติมเต็ม ทาทั่วใบหน้าและลำคอ
อาการหลังทำที่พบบ่อย ตุ่มนูนเล็ก 6 จุด รอยแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อย ส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ตุ่มนูนเล็กหลายจุดตามรอยฉีด อาจมีรอยช้ำ อาจบวมหรือช้ำเฉพาะจุดได้หลายวัน โดยทั่วไปไม่มีอาการ ยกเว้นกรณีแพ้สารในเครื่องสำอาง

หากคุณต้องการศึกษาความแตกต่างระหว่างสารกลุ่มต่างๆ เชิงลึก สามารถอ่านการเปรียบเทียบฉบับเต็มและ 5 เกณฑ์เลือกอย่างละเอียดได้ที่บทความ Skin Booster กับฟิลเลอร์ และ Bio-Remodeling ต่างกันอย่างไร 5 เกณฑ์เลือกให้ผิวดูดีโดยไม่มีใครรู้ว่าทำมา

ใครที่เหมาะสำหรับโปรแกรม J Young Glow Map (5 สัญญาณผิว)

การตัดสินใจดูแลผิวควรเริ่มจากการสังเกตสัญญาณที่ผิวของคุณกำลังส่งเสียงบอก เพื่อให้การดูแลตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด โดย 5 สัญญาณผิวในชีวิตประจำวันต่อไปนี้บ่งชี้ว่าโครงสร้างผิวของคุณอาจอยู่ในกลุ่ม B (ขาดน้ำชั้นลึก) และได้รับประโยชน์จากโปรแกรมนี้

1. ผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่นและมีริ้วรอยตื้นแรกเริ่ม

เมื่อเข้าสู่วัย 25 ปีขึ้นไป เริ่มสังเกตเห็นว่าผิวหน้าไม่เด้งฟูเหมือนเดิม รอยย่นเล็กๆ รอบดวงตาหรือร่องแก้มส่วนบนเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อแสดงสีหน้า และใช้เวลานานขึ้นกว่าผิวจะคืนรูป

2. ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำเรื้อรัง แต่งหน้าไม่ติดจากการทำงานในห้องแอร์

ผู้ที่ทำงานในออฟฟิศเผชิญกับอากาศแห้งจากเครื่องปรับอากาศเป็นเวลานาน ผิวตึงหลังล้างหน้า แต่กลับมีความมันส่วนเกินผุดขึ้นมาในช่วงบ่าย เครื่องสำอางตกร่องหรือหลุดลอกเป็นคราบ แม้จะพยายามทาสกินแคร์เติมความชุ่มชื้นหลายขั้นตอนแล้วก็ตาม

3. ผิวบาง ดูเหนื่อยล้า แต่ไม่อยากให้รูปหน้าเปลี่ยนหรือดูอูม

ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูสดใสมีชีวิตชีวา แต่มีความกังวลเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ ไม่อยากให้โหนกแก้มดูหนา คางดูแหลม หรือรูปหน้าดูผิดธรรมชาติ โปรแกรมนี้ช่วยคืนความแน่นกระชับให้เนื้อเยื่อผิวโดยคงรูปหน้าเดิมไว้

4. ผู้ที่มีเวลาพักฟื้นจำกัด และต้องการวางแผนวันทำล่วงหน้า

มีภารกิจการงานในชีวิตประจำวัน ไม่สะดวกที่จะพักฟื้นหน้าบวมหลายวัน สามารถวางแผนวันทำล่วงหน้าร่วมกับแพทย์ เพื่อให้ระยะเวลาการยุบตัวของตุ่มนูนสอดคล้องกับตารางชีวิตประจำวันของคุณ ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

5. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวระยะยาวแบบ Bio-Remodeling

มองหาแนวทางการดูแลผิวเชิงป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพเซลล์ผิวจากภายใน ด้วยคุณสมบัติของ Low Cross-Linked HA ที่ผู้จัดจำหน่ายระบุว่าผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-9 เดือน ช่วยให้ผิวคงคุณภาพความแข็งแรงได้อย่างต่อเนื่อง

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าปัญหาผิวหน้าของตนเองจัดอยู่ในกลุ่มผิวแห้ง ขาดน้ำ หรือโครงสร้างผิวเปลี่ยนไปตามวัย สามารถอ่านคำอธิบายและแนวทางการแยกแยะอาการได้ที่บทความ ผิวไม่ได้แย่ แต่ดูเหนื่อย ทำไมสกินแคร์ดีแค่ไหนก็ช่วยผิวขาดน้ำชั้นลึกได้ไม่สุด

ใครที่ยังไม่ควรทำ หรือควรรอก่อน (ข้อห้ามและข้อควรระวังทางการแพทย์)

จริยธรรมทางการแพทย์ของ เจยัง คลินิก ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเหมาะสมของคนไข้เป็นอันดับแรก หากตรวจประเมินแล้วพบว่าสภาพผิวของคุณยังแข็งแรงดี หรือมีปัจจัยที่ไม่เหมาะสม ทีมแพทย์จะแนะนำให้ชะลอการฉีดออกไปอย่างตรงไปตรงมา ถ้าระยะที่ 1 พบว่าต้นตอไม่ใช่การขาดน้ำ แพทย์จะบอกก่อนคุณเสียเงิน

กลุ่มที่ควรงดเว้นหรือเลื่อนการฉีด

  • สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน จึงแนะนำให้งดการฉีด HA ในช่วงนี้ (อ้างอิง U.S. FDA และ ASDS)
  • มีการติดเชื้อหรือสิวอักเสบในบริเวณที่จะฉีด หากมีแผลสด ผื่นผิวหนังอักเสบ หรือสิวอักเสบในตำแหน่งแนวฉีด ควรรักษาอาการอักเสบให้หายสนิทก่อน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่ชั้นผิวลึก
  • มีประวัติเคยแพ้ Hyaluronic Acid หรือสารประกอบในผลิตภัณฑ์ ผู้ที่มีประวัติแพ้สารกลุ่มนี้อย่างรุนแรงต้องหลีกเลี่ยงการฉีดโดยเด็ดขาด
  • ผู้มีโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) ที่กำลังกำเริบ ระบบภูมิคุ้มกันที่ไวเกินไปอาจส่งผลต่อการตอบสนองของเนื้อเยื่อ ควรรอให้อาการของโรคสงบและได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ประจำตัว
  • ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือมีภาวะเลือดออกง่าย การใช้ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยช้ำ จำเป็นต้องปรึกษาและแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าเพื่อวางแผนการดูแล
  • มีกำหนดการออกงานสำคัญภายใน 3 วัน ร่างกายแต่ละคนอาจตอบสนองต่างกัน แนะนำให้แจ้งวันงานกับแพทย์ เพื่อวางวันทำล่วงหน้าอย่างเหมาะสม

หากแพทย์ประเมินสภาพผิวแล้วพบว่าปัญหาของคุณเกิดจากการทำงานของเกราะผิวชั้นบนที่อ่อนแอ และสามารถฟื้นฟูได้ด้วยการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์อย่างถูกวิธี แพทย์จะบอกตรงๆ ว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องฉีด และถ้าผิวบริเวณที่ฉีดซีดขาว หรือเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือน้ำเงิน หรือปวดมาก ให้ติดต่อคลินิกทันทีเพื่อรับการดูแลทางการแพทย์อย่างถูกต้อง

ไทม์ไลน์การฟื้นตัวและการดูแลผิวหลังทำ

การทำความเข้าใจระยะเวลาการฟื้นตัวและการตอบสนองของผิวจะช่วยให้คุณคลายความกังวลและสามารถวางแผนชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น โดยลำดับการเปลี่ยนแปลงของผิวโดยทั่วไปและส่วนใหญ่มีดังนี้

วันที่ทำ (วันแรก)

ทันทีหลังทำเสร็จ บริเวณจุดฉีดทั้ง 6 ตำแหน่งอาจพบลักษณะตุ่มนูนเล็กๆ คล้ายตุ่มยุงกัด อาการนี้เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง โดยเนื้อเจล Soft-even gel จะเริ่มค่อยๆ กระจายตัวสม่ำเสมอเข้าสู่เนื้อเยื่อผิวโดยรอบ

ช่วง 1-3 วันแรก

ตุ่มนูนตามจุดฉีดจะค่อยๆ ยุบตัวลงจนเรียบเนียนกลมกลืนกับผิว บางท่านอาจมีรอยแดงเรื่อๆ หรือรอยช้ำขนาดเล็กตามรอยเข็ม ซึ่งส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน สามารถล้างหน้าและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ช่วง 1-2 สัปดาห์

โมเลกุล Low Cross-Linked HA เชื่อมผสานเข้ากับชั้น Extracellular Matrix หลายคนเริ่มรู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นและแต่งหน้าง่ายขึ้น ระดับการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันในแต่ละคน

สัปดาห์ที่ 4 เป็นต้นไป

กระบวนการฟื้นฟูคุณภาพผิวมักเห็นผลชัดเจนขึ้น HA ช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมของเซลล์ Fibroblast โครงสร้างผิวมีความหนาแน่นและยืดหยุ่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวหน้าแลดูเปล่งปลั่ง สดใส และริ้วรอยตื้นๆ แลดูจางลง

คำแนะนำการดูแลผิวหลังทำ

เพื่อให้การกระจายตัวของตัวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง แพทย์ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติดังนี้

สามารถศึกษารายละเอียดการดูแลและการเปลี่ยนแปลงของผิวในแต่ละวันได้ที่บทความ ดูไทม์ไลน์หลังฉีดฉบับเต็ม

แผนผังไทม์ไลน์การฟื้นตัวหลังฉีด J Young Glow Map วันแรก (Day 0) ตุ่มนูนเล็ก 6 จุดคล้ายยุงกัด งดนวดคลึง งดแต่งหน้าทับจุดฉีด ช่วง 1-3 วัน ตุ่มนูนยุบตัวเรียบเนียน ส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน สัปดาห์ที่ 4 เป็นต้นไป ผิวยืดหยุ่น ฉ่ำวาว แน่นกระชับ นัดกลับมาดูผล

นโยบายการรักษาปลอดแรงกดดันและมาตรฐานความโปร่งใส (Zero-Pressure Medical Policy)

เจยัง คลินิก ยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพแพทย์และการดูแลคนไข้ดุจบุคคลในครอบครัว เราตระหนักดีว่าหลายท่านเคยมีประสบการณ์อึดอัดจากการถูกเสนอขายคอร์สในสถานเสริมความงาม เราจึงกำหนดนโยบายปลอดแรงกดดันเป็นมาตรฐานการทำงานของทีมงานทุกคน

1. การตรวจประเมินโดยแพทย์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด

ทุกท่านจะได้รับการพูดคุย ซักประวัติ และตรวจวิเคราะห์สภาพผิวหน้าโดยทีมแพทย์เป็นเวลา 15-20 นาทีอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการเก็บค่าตรวจประเมิน และไม่มีการบังคับตัดสินใจรับบริการแต่อย่างใด

2. ราคาเหมาต่อแผนการรักษา แจ้งหลังแพทย์ประเมิน

ราคาเหมาต่อแผนการรักษา รวมค่าแพทย์และอุปกรณ์ แจ้งหลังแพทย์ประเมิน ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ได้คิดราคาต่อ ml เพราะราคาของเราคิดเป็นแผนการรักษา ไม่ได้คิดเป็น ml เนื่องจากสิ่งที่คุณจ่ายคือการหาต้นตอ การออกแบบตำแหน่ง และการติดตามผล ส่วนยาเป็นแค่มาตรฐานขั้นต่ำ

3. ไม่มีการโทรติดตามเพื่อเสนอขายคอร์สใดๆ ทั้งสิ้น

ทุกการปรึกษาไม่มีการโทรติดตามเพื่อเสนอขายคอร์ส ข้อมูลการติดต่อของคนไข้จะถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น เช่น การแจ้งเตือนนัดหมาย หรือการสอบถามติดตามอาการหลังฉีดจากทีมแพทย์

ถ้าผลตรวจผิวบอกว่าคุณยังไม่ต้องฉีด คุณจะได้ยินคำนั้นจากเราก่อนเสียเงิน

คำถามพบบ่อยทางการแพทย์เกี่ยวกับโปรแกรม J Young Glow Map (Clinical FAQ)

รวบรวมข้อสงสัยและคำถามทางการแพทย์ที่พบบ่อยจากคนไข้ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ของโปรแกรมได้อย่างถูกต้องรอบด้าน

การฉีด J Young Glow Map เจ็บไหม ต้องแปะยาชาหรือไม่?

แพทย์อาจใช้ยาชาชนิดครีมก่อนทำ ตามความเหมาะสม ประกอบกับเทคนิคของทีมแพทย์ที่ใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ 30G และตำแหน่งการฉีด 6 จุดหลักทั่วใบหน้า (Six-Point Technique) จึงช่วยลดความรู้สึกตึงผิวระหว่างทำได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกของแต่ละคนไม่เท่ากัน แพทย์จะสอบถามและดูแลให้สบายที่สุดระหว่างทำ

หลังทำจะมีอาการบวมกี่วัน และต้องพักฟื้นหรือไม่?

โดยทั่วไปโปรแกรม J Young Glow Map ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นระยะยาว หลังทำทันทีอาจพบลักษณะตุ่มนูนเล็กๆ บริเวณจุดฉีด 6 ตำแหน่ง ซึ่งเนื้อเจล Low Cross-Linked HA จะค่อยๆ กระจายตัวสม่ำเสมอเข้าสู่ชั้นผิว ส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน บางรายอาจมีรอยแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะค่อยๆ จางลง สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ผลลัพธ์ของ J Young Glow Map อยู่ได้นานแค่ไหน?

ข้อมูลจากผู้จัดจำหน่ายระบุว่าผลลัพธ์ของ Low Cross-Linked HA อยู่ได้ประมาณ 6-9 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิวเดิม อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลปกป้องผิวของแต่ละบุคคล

ต้องทำบ่อยแค่ไหน หรือต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

งานวิจัยส่วนใหญ่ระบุว่าการทำโปรแกรมกลุ่มกระตุ้นโครงสร้างผิว มักทำเป็นชุดประมาณ 3 ครั้ง ห่างกันราว 4 สัปดาห์ เพื่อให้เซลล์ Fibroblast ได้รับการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งจริงแพทย์จะประเมินเฉพาะบุคคลตามปัญหาโครงสร้างผิวและความคาดหวังของคนไข้แต่ละราย และมีการนัดติดตามเพื่อประเมินซ้ำ

J Young Glow Map แตกต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร ฉีดแล้วหน้าจะดูอูมไหม?

โปรแกรม J Young Glow Map แตกต่างจากฟิลเลอร์อย่างชัดเจน ฟิลเลอร์ทั่วไปเป็น High Cross-Linked HA ที่มีความหนืดสูง ออกแบบมาเพื่อเติมปริมาตรและปรับรูปทรงโครงหน้า เช่น คาง หรือขมับ แต่ J Young Glow Map ใช้ Low Cross-Linked HA เนื้อเจลบางเบา กระจายตัวสม่ำเสมอ ลดโอกาสจับตัวเป็นก้อน มุ่งเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) ในชั้น Dermis โดยไม่เพิ่มปริมาตรและไม่เปลี่ยนรูปหน้า จึงให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

สามารถทำร่วมกับเลเซอร์หรือโปรแกรม HIFU ได้ไหม?

ทำร่วมกันได้ในหลายกรณี แต่ลำดับและระยะห่างขึ้นกับชนิดของเลเซอร์หรือ HIFU และสภาพผิวของแต่ละคน แพทย์จะวางลำดับการรักษาให้หลังตรวจประเมิน

หลังทำเสร็จสามารถแต่งหน้าได้ทันทีหรือไม่?

แพทย์แนะนำให้งดการแต่งหน้าหรือทาแป้งทับบริเวณรอยจุดฉีดในวันแรก เพื่อให้รอยเข็มขนาด 30G ปิดสนิทและลดความเสี่ยงต่อการระคายเคือง แต่สามารถทามอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนและครีมกันแดดที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันได้ตามปกติ วันถัดไปสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ

ทำไมไม่บอกราคาต่อ ml?

เพราะผลลัพธ์ของสกินบูสเตอร์ไม่ได้ขึ้นกับปริมาณยาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการวินิจฉัยต้นตอ การเลือกตำแหน่งและชั้นผิวที่วาง และการติดตามประเมินซ้ำ ราคาของ เจยัง คลินิก จึงเป็นราคาเหมาต่อแผนการรักษา รวมค่าแพทย์และอุปกรณ์ แจ้งหลังแพทย์ประเมิน ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ได้คิดราคาต่อ ml และมีนัดกลับมาดูผลตามที่แพทย์กำหนด

ใช้ยาตัวเดียวกับที่อื่น ทำไมผลถึงต่างกัน?

ตัวยาเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำเรื่องยาที่ทุกคลินิกควรมีเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์แตกต่างคือการหาสาเหตุของผิว การดูว่าผิวตรงไหนตึง ตรงไหนหย่อน และการเลือกจุดฉีดในชั้นผิวที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล รวมถึงการนัดกลับมาดูผล ยาเป็นสีในจานสี Glow Map คือภาพที่วาด

นัดหมายเพื่อประเมินโครงสร้างผิวกับทีมแพทย์ เจยัง คลินิก

หากคุณต้องการฟื้นฟูผิวให้กลับมาฉ่ำวาว อิ่มฟู และมีความยืดหยุ่นแข็งแรง สามารถนัดหมายเพื่อเข้ามาตรวจประเมินผิวกับทีมแพทย์ของเราได้ทั้ง 2 สาขา หรือเริ่มจากการส่งภาพถ่ายผิวหน้าในแสงธรรมชาติมาปรึกษาเบื้องต้นผ่านช่องทาง LINE Official

เริ่มต้นดูแลผิวอย่างตรงจุดกับทีมแพทย์

ถ้าผลตรวจผิวบอกว่าคุณยังไม่ต้องฉีด คุณจะได้ยินคำนั้นจากเราก่อนเสียเงิน ปรึกษาและส่งภาพถ่ายเพื่อการประเมินเบื้องต้น สะดวก รวดเร็ว และไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น

นัดหมายปรึกษาแพทย์ทาง LINE
  • ถ่ายภาพผิวหน้าในแสงธรรมชาติ ส่งให้ทีมแพทย์ประเมินเบื้องต้น
  • ข้อมูลและภาพถ่ายได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานความลับทางการแพทย์
  • ทุกการปรึกษาไม่มีการโทรติดตามเพื่อเสนอขายคอร์ส

เจยัง คลินิก สาขาอโศก (Asok Branch)

ที่อยู่ อาคารไทมส์ สแควร์ ชั้น 3 (ห้อง 321) ถนนสุขุมวิท ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท

เวลาทำการ ทุกวัน 10:30 - 20:00 น.

โทรศัพท์ 02-116-4251

แผนที่เดินทาง เปิดแผนที่ Google Maps สาขาอโศก

เจยัง คลินิก สาขาอ่อนนุช (On Nut Branch)

ที่อยู่ โครงการอ่อนนุช พลาซ่า ชั้น 2 (ห้อง 209) ถนนอ่อนนุช แขวงอ่อนนุช เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250 (มีที่จอดรถสะดวกสบาย)

เวลาทำการ ทุกวัน 10:30 - 20:00 น.

โทรศัพท์ 02-297-0847

แผนที่เดินทาง เปิดแผนที่ Google Maps สาขาอ่อนนุช

เอกสารอ้างอิงทางการแพทย์ (Medical References)

ข้อมูลและกลไกทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่นำเสนอในหน้านี้ ได้รับการอ้างอิงจากงานวิจัยและวารสารทางการแพทย์ด้านตจวิทยาและศัลยกรรมตกแต่งที่ผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer-Reviewed Literature) รวมถึงแนวทางจากองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ระดับสากล สำหรับผลิตภัณฑ์ OPÉRA REV Skinbooster Evolution L

  1. Rho NK, et al. Injectable "Skin Boosters" in Aging Skin Rejuvenation A Current Overview. Arch Plast Surg. 2024. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11560330/
  2. Ghatge AS, Ghatge SB. The Effectiveness of Injectable Hyaluronic Acid in the Improvement of the Facial Skin Quality A Systematic Review. Clin Cosmet Investig Dermatol. 2023. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10082573/
  3. Kleine-Börger L, et al. Approach to differentiate between hyaluronic acid skin quality boosters and fillers based on their physicochemical properties. J Cosmet Dermatol. 2022. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34806283/
  4. Varani J, et al. Decreased collagen production in chronologically aged skin. Am J Pathol. 2006. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/16723701/
  5. A Systematic Review of the Efficacy and Safety of Profhilo and Profhilo Body. Plast Aesthet Nurs. 2026. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC13038071/
  6. U.S. FDA. Dermal Fillers (Soft Tissue Fillers). https://www.fda.gov/medical-devices/aesthetic-cosmetic-devices/dermal-fillers-soft-tissue-fillers
  7. American Academy of Dermatology (AAD). Dry skin Overview. https://www.aad.org/public/diseases/a-z/dry-skin-overview
  8. Review on HA filler complications. PMC. 2024. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11311355/